หุ้นไทยใกล้จุดต่ำสุด โบรกฯคาดฟื้นไตรมาส 4/66 จับตาตั้งรัฐบาลใหม่
บล.ทรีนีตี้ ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยใกล้จุดต่ำสุด 1,450 จุด และฟื้นตัวในไตรมาส 4/66 ปัจจัยหลักในประเทศคือการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หากมีความเสถียรภาพอาจดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติกลับมา ขณะที่ปัจจัยนอกประเทศ เฟด เตรียมถอนสภาพคล่องเพิ่ม และเศรษฐกิจสหรัฐฯใกล้เข้าภาวะถดถอย
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงรอบนี้ ใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้วที่บริเวณ 1,450 จุด เนื่องจากปัจจุบันค่าเฉลี่ย P/BV อยู่ที่ 1.39 (อัตราส่วนราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี) ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ค่าเฉลี่ย P/BV ลงไปต่ำสุดอยู่ที่ 1.39 เช่นกัน
โดยหากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่บริเวณ ค่าเฉลี่ย P/BV ดังกล่าว พบว่าจะผลตอบแทนตลาดทุนจะอยู่ระหว่าง 2-21% ในเวลา 3 เดือน
ทั้งนี้ยังมีสิ่งที่น่ากังวลในช่วงไตรมาส 3 ปี 66 คือ สภาพคล่องในตลาดโลกลดลง จาก 7 สาเหตุหลัก ประกอบด้วย
1.เฟดอาจต้องออกพันธบัตร เพื่อดูดซับเงินกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในครึ่งหลังของปี 2565 เพื่อแก้ปัญหาเพด้านหนี้สาธารณะ
2.ในช่วงโควิด-19 ธนาคารกลางยุโรป ได้ทำการกู้เงิน (LTRO) อัดฉีดสภาพคล่อง จำนวน 4.8 แสนล้านยูโร ซึ่งขณะนี้ถึงกำหนดเวลาที่ต้องคืนเงินดังกล่าวแล้ว
3.ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ เฟด (FED) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้ง ในปีนี้ แต่ส่วนตัวมองว่าจะขึ้นอีกเพียง 1 ครั้ง ในช่วงปลายเดือน ก.ค.66
4.ภายหลัง เฟด ขึ้นดอกเบี้ย อาจจะมีการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ (QT) เพิ่มอีกถึง 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปัจจุบันทำอยู่ที่ระดับ 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะทำให้เงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่ามากขึ้น แต่คาดว่าจะอ่อนค่าลงในไตรมาส 4 ปี 66
5.เศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่จะตกต่ำใกล้เคียงกับปี 1982 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 ปี 66 หรือต้นปีหน้า 2567
6.ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ (Nonfarm payroll) คาดว่าจะลดลงจาก 2-3 แสนตำแหน่งต่อเดือน มาอยู่ที่ 1 แสนต่ำแหน่งต่อเดือน ในไตรมาส 4 ปี 66
7.ปริมาณเงินในระบบของประเทศไทย เติบโตต่ำสุดในรอบ 15 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้นำตลาดหุ้นไทย และการมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายย่อยเริ่มจะลดลง แต่นักลงทุนสถาบันจะเป็นฝ่ายซื้อหุ้น เนื่องจากส่วนต่างผลตอบแทนของตลาดหุ้น กับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Earning Yield Gap) บ่งชี้ว่าเป้าหมายดัชนีอยู่ที่ 1,552 จุด
“ตลาดหุ้นทั่วโลกไตรมาส 3 มีโอกาสปรับตัวลดลงเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลง และสภาพคล่องทั่วโลกจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญและจะกดดันให้ตลาดหุ้นโลกและไทยในช่วงไตรมาส 3 อ่อนแอลง” ดร.วิศิษฐ์ กล่าว
ดร.วิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า คาดตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 ปี 66 จากการที่ดอกเบี้ยของ เฟด ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และตลาดเกิดใหม่จะ Outperform อีกทั้งมอว่า กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง 0.25% ในไตรมาส 3
ขณะที่ปัจจัยหนุนหลักเศรษกิจไทย คือ ภาคการท่องเที่ยว ส่งผลดีต่อภาคการบริโภคในประเทศ และช่วยหนุนจีดีพืไทยเติบโตกว่า 3% ขณะเดียวกันภาคการส่งออกคาดว่าจะกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 4
สำหรับสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแย่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก หากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น คาดว่าจะทำให้เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกไปกว่าแสนล้านบาท กลับเข้ามาไทยได้
“ปัจจัยภายในจะทำให้ตลาดหุ้นไทยดีขึ้น หากตั้งรัฐบาลสำเร็จ มีความเสถียรภาพ ไม่มีการลงถนน ก็จะทำให้เรา Underperform ตลาดโลกได้” ดร.วิศิษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้นโยบายรัฐบาลใหม่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ของโรงไฟฟ้าเอกชนนั้น คาดว่าทำได้ยาก เพราะจะผลต่อความเสี่ยงของประเทศ
ส่วนเรื่องที่บางบริษัทมีการแต่งงบการเงิน ดร.วิศิษฐ์ มองว่าสถานการณ์จะไม่ลุกลามไปมากกว่านี้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เข้ามาดูแลในส่วนนี้แล้ว
ด้านกลยุทธ์มองว่าการลงทุนใน Mega Trend เช่น หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเอลนีโญ ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นในครึ่งแรกของปี 2567 หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI Growth ทั่วโลก และหุ้นไทยที่มีการเติบโตทั้งรายปีและรายไตรมาส ในไตรมาส 2 เช่น BBL BEM CPALL CPAXT KTB MINT และมองกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Searching for Yields (เงินปันผลมากกว่าอัตราผลตอบแทนรัฐบาล 10 ปี)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB